BEOGAMING – คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo)

BEOGAMING

BEOGAMING – ถ้าหลายๆคน จะพูดถึงนักกีฬา ฟุตบอลโลก ที่มีชื่อเสียง และโด่งดัง เป็นอย่างมาก เชื่อเลยว่า ทุกๆคน ที่กำลังอ่าน บทความนี้อยู่ จะต้องนึกถึง บุคคลผู้นี้ อย่างแน่นอน เพราะเขาถือว่า เป็นบุคคล ที่อาจจะ เป็นสัญลักษณ์ ของฟุตบอล เลยก็ว่าได้

BEOGAMING : ประวัติ สุดยอดนักเตะระดับโลก คริสเตียโน่

นั่นก็คือ กริชตียานู รูนัลดู ดุช ซังตุซ อาไวรู หรือที่ทุกๆคน รู้จักกันในนามของ คริสเตียโน โรนัลโด นั่นเอง เขามีผลงานที่มีชื่อเสียง และได้รับการยอม รับไปทั่วโลก ชื่อเสียงของเขานั้น โด่งดังเรียกได้ว่า ไม่มีใคร ไม่รู้จัก คริสเตียโน โรนัลโด อย่างแน่นอน

แล้วทุกๆคน ทราบหรือไม่ คริสเตียโน โรนัลโด นั้น มีประวัติ ความเป็นมา อย่างไร? แล้วเริ่มมี ชื่อเสียง และ โด่งดัง ด้านกีฬาฟุตบอล ได้อย่างไร วันนี้ผู้เขียน จะมาพูดถึง ประวัติของ คริสเตียโน โรนัลโด นักฟุตบอล ผู้โด่งดังกันค่ะ

กริชตียานู รูนัลดู ดุช ซังตุซ อาไวรู หรือ คริสเตียโน โรนัลโด ชายวัย 36 ปี ปัจจุบันนี้ดำรงตำแหน่ง นักฟุตบอลชายกองหน้า ในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของสโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อีกทั้งยัง เป็นนักฟุตบอล ในทีมโปรตุเกส อีกด้วย

ประวัติของ กริชตียานู รูนัลดู ดุช ซังตุซ อาไวรู หรืออีกชื่อคือ คริสเตียโน โรนัลโด เกิดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 มีภูมิลำเนา ที่ประเทศ โปรตุเกส เป็นบุตรชาย คนเล็ก มีพี่น้องร่วม ท้องเดียวกัน จำนวน 4 คน คริสเตียโน โรนัลโด เติบโตมา ในครอบครัว ที่มีฐานะ ไม่ร่ำรวย มากนัก

ครอบครัวของ คริสเตียโน โรนัลโดนั้น ทำอาชีพชาวสวนทั่วไป มีวิถีชีวิตที่ไม่ค่อย ลืมตาอ้าปาก มากเหมือน ครอบครัวอื่น ซึ่งกว่าที่ โรนัลโดนั้น จะเติบโต และ มีชื่อเสียง แน่นอนว่า เขาต้องช่วย ครอบครัว ทำงาน และ ลำบากมาก เช่นเดียวกัน 

คริสเตียโน โรนัลโด มีต้นกำเนิด และ เติบโตที่ เกาะเมดาเรา หมู่เกาะใน ประเทศโปรตุเกส และเริ่มต้น ประกอบอาชีพ กับสโมสรกีฬา ของประเทศ โปรตุเกส อย่างสโมรสร สปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล หรืออีกชื่อหนึ่งว่า สปอร์ติงลิสบอน ซึ่งเป็นสโมรสร ที่มีชื่อเสียง เป็นอย่างมาก

ต่อมา คริสโตโน โรนัลโด ก็ได้ย้าย มาเข้าร่วม ทีมการแข่งขัน ฟุตบอลใน ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปีพ.ศ. 2546 ซึ่งได้ทำ การแข่งขัน อย่างเต็ม ความสามารถ เป็นผลให้ คริสเตียโน โรนัลโด สามารถ คว้าถ้วยรางวัล ในการแข่งขัน ลีกต่างๆ มามากมาย 

รวมความสำเร็จ และผลงานอันยิ่งใหญ่ของ CR7

อาทิเช่น ถ้วยรางวัล พรีเมียร์ลีก จำนวน 3 สมัย , การแข่งขัน เอฟเอคัพ จำนวน 1 สมัย , การแข่งขัน ลีกคัพ จำนวน 1 สมัย , การแข่งขัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีกส์ 1 สมัย และ การแข่งขัน ครั้งยิ่งใหญ่ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 1 สมัย ถือว่า เป็นความภาค ภูมิใจ ของคริสเตียโน โรนัลโด เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังสามารถ แข่งขัน ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ได้รับถ้วย รางวัลอีก 1 สมัย และ ถ้วยรางวัล อีกมากมาย ถือได้ว่า เป็นใบเบิกทาง สู่เส้นทาง การทำอาชีพ นักกีฬา ฟุตบอล และ เป็นสิ่งที่ ทำให้คริสเตียโน โรนัลโด เป็นที่รู้จัก และ โด่งดังไป ทั่วโลกเลย ก็ว่าได้

ต่อมาก่อนที่ คริสเตียโน โรนัลโด จะย้ายมา ร่วมทีมฟุตบอล เรอัลมาดริด เขามีค่าตัว สูงถึง 94 ล้านยูโร หรือแปลค่า เป็นสกุลเงินไทย คือ 3,677,652,937 ถือว่าสูง มากเลยทีเดียว เรียกได้ว่า เป็นนักเตะ มีค่าตัว สูงที่สุดในโลก และ ยังมีอัตรา ค่าตัวของ โรนัลโด ที่มีแนวโน้ม ว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

ในปี พ.ศ. 2546 คริสเตียโน โรนัลโด สามารถ ติดทีมฟุตบอล แห่งชาติชุดใหญ่ได้ ในวัยเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้น! และ ในปัจจุบันนี้ โรนัลโด ถือว่า เป็นนักเตะ ในทีมฟุตบอลแห่งชาติ โปรตุเกส ที่ได้ทำการ ลงสนาม และ สามารถ ทำประตู ให้กับทีม ได้มากที่สุด อีกด้วย

โดยสามารถ ทำประตูแรก ในการแข่งขัน ฟุตบอลแห่งชาติยุโรป ในปีค.ศ.2004 หรือ ราวๆปี พ.ศ.2547 ซึ่งสามารถ ทำให้ทีม โปรตุเกส สามารถ ผ่านเข้าไป ถึงรอบ ชิงชนะเลิศ ได้อย่าง ภาคภูมิใจ ก่อนที่ โรนัลโด จะได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นกัปตันทีม ฟุตบอลโปรตุเกส ในการแข่งขัน รอบถัดไป ในปี พ.ศ. 2551

ซึ่งในปี พ.ศ.2559 คริสเตียโน โรนัลโด พาทีมฟุตบอลโปรตุเกส คว้าถ้วยรางวัล ในการแข่งขัน ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป 2016 อย่างเป็นทางการ รวมไปถึง การแข่งขัน ชิงแชมป์ยูฟ่าลีก 2019 อีกด้วย ซึ่งโรนัลโด เป็นผู้ที่ทำประตู ได้มากที่สุด ในทีมโปรตุเกส

จึงเรียกได้ว่า คริสเตียโน โรนัลโด เป็นนักกีฬา และ นักเตะ ที่มีคุณภาพ และ มีชื่อเสียง ที่โด่งดัง มากที่สุด ในยุคนี้ ในปีพ.ศ. 2558 คริสเตียโน โรนัลโด ได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นนักเตะ ชาวโปรตุเกส ที่ยิ่งใหญ และ โด่งดังที่สุด โดยสหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกสแห่งชาติ

ดังนั้น ผลงานของ คริสเตียโน โรนัลโดนั้น ถูกจดจำ และ เป็นที่น่าสนใจ ของคนทั้งโลก เขาเป็นบุคลากร นักเตะระดับโลก ที่มีคุณภาพ และ เป็นคนที่ สามารถ สร้างชื่อเสียง ให้แก่ชาติ โปรตุเกส อีกคนหนึ่ง ที่ควรยกย่อง และ ให้เกียรติ ว่าเป็นอีกบุคคลหนึ่ง ทำสำคัญ ของโลก

Credit : BEOGAMING

Written by BEO369

BEOGAMING บทความ: เอดิสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต้ ไข่มุขดำแห่งบราซิล

BEOGAMING

BEOGAMING : เอดิสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต้ ( Edison Arantes do Nascimento) มีชื่อเล่นว่า “ดีโก้” ( Dico) หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “เปเล่”

เป็นบุตรของ โฮเอา รามอส โด นาสซิเมนโต้ และมาเรีย เซเลสเต้ อรันเตส เขาเกิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1940 เขาเกิดและเติบโตขึ้นที่เมืองเตรส โคราคอส ในประเทศบราซิล หรือที่ทั่วโลกรู้จักในนามของ “ไข่มุกดำ”เปเล่ อดีตนักฟุตบอล BEOGAMING ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “โคตรบอล” ขนานแท้และยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ด้วยครอบครัวของเขามีเชื้อสายปนกันระหว่างแอฟริกากับโปรตุเกส และนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก คุณสมบัติของเปเล่ ล้วนเป็นที่ถวิลหาของโค้ชทุกทีมความสามารถเป็นที่ทั้งอยาก และยากจะเลียนแบบของนักเตะในทุกยุคทุกสมัย เล่นบอลได้ดีทั้งสองเท้าเข้าข่ายพรสวรรค์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกของฟุตบอล ผ่านบอลแม่นราวจับวาง เป็นตัวจบสกอร์ที่เพอร์เฟกต์ เรียกได้ว่าเป็นกองหน้าที่สมบูรณ์แบบที่สุดของโลกเลยทีเดียว ด้านความเร็ว และความแข็งแกร่ง เปเล่ ไม่เคยเป็นสองรองใครแม้ยามครอบครองบอล ชีวิตประสบความสำเร็จจนแทบจะสำลัก 2 ประตูจากที่ตัวเองลั่นไกสังหารนั้นพา “แซมบ้า” บราซิล คว้าแชมป์โลกมาด้วย รวมแล้วเปเล่ ขึ้นรับถ้วยแชมป์ 3 สมัย แต่ เปเล่ รีไทร์ จากวงการตั้งแต่ปี 1977 หลังจากนั้นชีวิตก็มิได้ห่างหายจากวงการฟุตบอล ยังคงเป็นทูตให้กับวงการกีฬารับใช้สร้างประโยชน์ให้สังคมต่อไป

จุดเริ่มต้นของแข้งเทพระดับตำนาน

ชื่อจริงของ เปเล่ ถูกตั้งตามนักประดิษฐ์ของโลก โธมัส เอดิสัน แต่ไม่มีใครคิดจะตั้งชื่อเล่นให้ จนกระทั้งเข้าโรงเรียน เมื่อก่อน เปเล่ ไม่ค่อยจะชอบชื่อเล่นของตัวเองนัก แต่เหมือนว่ายิ่งตัวเองบ่นไม่ชอบมากแค่ใหน เพื่อน ๆ ก็ยิ่งเรียกบ่อยมากเท่านั้น จากนั้นก็เคยชิน และขาดชื่อนี้ไม่ได้ ไม่มีใครคาดคิดว่าวันนึง “เปเล่” จะเป็นชื่อที่คนทั่วโลกรู้จัก พร้อมขนานนามว่านี่คือ “God” ของวงการฟุตบอล เหมือนเป็นชื่อที่พระเจ้าประทานมาให้คู่กันจริง ๆ

เส้นทางลูกหนัง

1956-1974

เปเล่ เติบโตขึ้นมากับการเล่นฟุตบอลตามท้องถนนดินลูกรังในบ้านเกิด ไม่มีแม้กระทั่งถุงเท้าดังนั้นเรื่องรองเท้า ไม่ต้องฝันถึงกระทั่งลูกบอลที่จะใช้เตะยังมาจากกระดาดเอามาปั้นเป็นก้อนกลม หรือไม่ก็ลูกเกรฟฟรุ๊ต ลูกหนังลูกแรกที่เปเล่ ได้สัมผัสคือของขวัญวันเกิดครบ 6 ขวบจากเพื่อนร่วมทีมของคุณพ่อที่เป็นนักฟุตบอลชื่อ โซซ่าพอวัยได้ 11 ปีเปเล่ ถูกนักเตะระดับตำนานของบราซิล อย่าง วัลเดมาร์ เดอ บริโต้ สังเกตุเห็นแววและชวนกันไปอยู่ทีมสมัครเล่นของ บริเตอร์ ต่อมาปี 1956 ผู้ดูแลได้พาไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ ซานโตส ซึ่ง เดอ บริเตอร์ การันตี ไว้ตั้งแต่อายุ 15 แล้วว่า เปเล่ จะก้าวขึ้นเป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในอนาคตแน่นอน เปเล่ โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด เมื่อลงเล่นเกมลีกเกมแรกที่พบกับ โครินเธียนส์ เขาก็ยิงไปถึง 4 ประตู และต่อมาในฤดูกาล 1957  เปเล่ ก็ได้เป็นนักเตะตัวจริงของทีมชนิดถาวรด้วยวัยเพียง 16 ปี ก่อนที่จะกลายมาเป็นดาวยิงสูงสุดของลีกด้วยเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล และ หลังผ่านการเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพได้ไม่เท่าไร เปเล่ นักเตะวัยรุ่นยามนั้น ก็ถูกเรียกตัวติดทีมชาติ บราซิล ทันที หลังจากเสร็จศึกฟุตบอลโลก 1962 มีหลายทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปสนใจที่จะคว้าตัวเปเล่ ไปร่วมทีม แต่ทว่า ทางการบราซิล ก็ออกมาขัดขวางด้วยการประกาศว่า เปเล่ เป็นสมบัติของชาติ ต่อมาในปี 1969 เปเล่ สามารถยิงประตูที่ 1,000 ให้กับตัวเองได้สำเร็จ ในเกมที่พบกับ วาสโกดากาม่า ณ สนาม มารากาน่า สเตเดียม ซึ่งประตูนั้นได้มาจากการยิงจุดโทษ และหลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ในบ้านเกิด ในที่สุด เปเล่ ก็ได้ตัดสินใจเดินทางไปหาประสบการณ์ค้าแข้งในบั้นปลายชีวิตยังต่างแดนครั้งแรก ในปี 1975

1975-1977 : นิวยอร์ก คอสโมส

ในปี 1975 เปเล่ ยุติชีวิตค้าแข้งเป็นเวลากว่า 20 ปี กับทีม ซานโต๊ส และตัดสินใจเซ็นสัญญาร่วมทีม นิวยอร์ค คอสโมส ในลีกทวีปอเมริกาเหนือ (เอ็นเอเอสแอล) โดยแม้ว่า เปเล่ จะผ่านช่วงสุดยอดของเขามาแล้ว แต่ยอดนักเตะชาวบราซิเลี่ยนผู้นี้ ก็ยังคงเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนในสหรัฐฯ ไม่น้อย นอกจากนี้ เขายังสามารถพาทีมต้นสังกัด คว้าแชมป์ลีกได้ในปี 1977 ในฤดูกาลค้าแข้งปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในชีวิตนักเตะอาชีพของเขา อีกด้วย

ทีมชาติบราซิล

เปเล่ ลงเล่นเกมทีมชาติบราซิลนัดแรก ในวันที่ 7 กรกฎาคม 1957 ซึ่งเป็นเกมที่พบกับ อาร์เจนติน่า และเขาก็ทำประตูได้ด้วย ต่อมา ในปี 1958 เปเล่ กลายเป็นนักฟุตบอลอายุน้อยที่สุดในโลกที่คว้าแชมป์โลก ด้วยวัยเพียง 17 ปีหลังเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่เอาชนะ สวีเดน เจ้าตัวยิง 2 ประตูในนัดชิง ให้ แซมบ้า ชนะสวีเดน 5-2 ที่กรุงสต๊อคโฮล์ม จากนั้นก็เล่นเกมฟุตบอลโลกกับ บราซิล อีก 3 สมัยในปี 1962,1966 และ 1970 ซึ่งพาบราซิลคว้าแชมป์โลกอีก 2 ครั้งคือปี 1962 และ 1970

ในทัวร์นาเมนต์ปี 1962 และ 1966 เปเล่เจ็บปวดใจมากที่ไม่สามารถช่วยทีมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเนื่องจากมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนหลังโดนนักเตะ เม็กซิโก เข้าบอลโหดใส่และทัวร์นาเมนต์ 1970 ที่เม็กซิโก คือทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของเปเล่ อย่างไรก็ตาม นับว่าโชคดีที่ปี 1970 บราซิล นับว่ามีทีมที่ดีที่สุดในช่วงนั้นพอดีประกอบไปด้วยนักเตะดัง ๆ ระดับดาวอย่าง ริเวลิโน่,แจร์ซินโญ่ และ โตส์เตา ได้รับการยอมรับว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดของบราซิล และพาแซมบ้าชนะ อิตาลี สำเร็จ 4-1 ในปีนั้น โดยเปเล่ ยิง 1 จ่าย 1 ให้กับ แจร์ซินโญ่ เป็นการคว้าแชมป์โลกที่น่าประทับใจที่สุดของบราซิล และในปี 1972 เปเล่ ตัดสินใจหันหลังให้กับทีมชาติบราซิล เป็นการถาวร

ชีวิตหลังแขวนสตั๊ด

หลังหันหลังให้กับชีวิตค้าแข้ง เปเล่ ก็ได้ไปทำหน้าที่งานฑูตให้กับหลายองค์กร โดยในปี 1992 เขาได้รับการแต่งตั้งจาก สหประชาชาติ ให้เป็นทูตเกี่ยวกับระบบนิเวศ และ สิ่งแวดล้อม และต่อมาในปี 1995 เขาก็ได้รับเหรียญเกียรติยศเป็นบุคคลที่สร้างชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์ในวงการกีฬาให้กับประเทศบราซิล รวมถึง เขายังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่รัฐมนตรีพิเศษให้กับกระทรวงกีฬาบราซิล นอกจากนี้ องค์การยูเนสโก ก็ยังได้แต่งตั้งให้ เปเล่ เป็นทูตพิเศษของ ยูเอ็น อีกด้วย ในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้ร่างกฎหมายข้อบังคับเพื่อลดการคอร์รัปชันในวงการฟุตบอลบราซิล ซึ่งกลายมาเป็นที่รู้จักดีในชื่อว่า “กฎหมายของเปเล่” เขาก็ได้ตัดสินใจยุติบทบาทดีกล่าว ในปี 2001 หลังจากเขาถูกกล่าวหาว่ามีส่วนกับการคอร์รับชัน อย่างไรก็ดี ในปี 1997 เปเล่ ได้รับรางวัลเกียรติยศ British knighthood จากสหราชอาณาจักร ในปี 2002 เปเล่ เคยมารับจ๊อบเป็นแมวมองให้กับ ฟูแล่ม ทีมในพรีเมียร์ชิพ อังกฤษ และในปี 2006 เขาก็ได้รับเลือกให้ไปเป็นผู้จับสลากแบ่งกลุ่มในรายการ ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ที่ประเทศเยอรมัน เป็นเจ้าภาพ อีกด้วย นอกจากนี้ ชีวิตของ เปเล่ ยังได้ถูกนำไปเผยแพร่ยังสื่อต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์อย่าง หนังสือพิมพ์, แม็กกาซีน, นิตยสาร รวมถึง ในรายการโทรทัศน์ และ ภาพยนตร์ ต่าง ๆ อีกด้วย

Reference : BEOGAMING

Wirte : BEO369

BEOGAMING – Park ji sung นักเตะพลังกบ

BEOGAMING

ปาร์ค จี ซอง หรือ ที่คนไทยพูดกันติดปากว่า ตี๋ปาร์ค

เขาเกิด วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1981 ณ กรุงโซล  ประเทศ เกาหลีใต้ และ เริ่มต้นฟุตบอลอาชีพ กับสโมสรในบ้านเกิดอย่าง เกียวโต เพอเพิ้ล ซังงะ BEOGAMING สามารถโชว์ฟอร์ม ได้อย่างน่าจะประทับใจ ด้วยผลงานที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ปาร์ค จี ซอง มีรายชื่อ ติดทีมชาติเกาหลีใต้ เพื่อไปทำศึกฟุตบอลโลกในปี 2002

และ การแข่งขันในครั้งนี้ ปาร์ค จี ซอง ประกาศศักดา ให้คนทั้งโลกได้รู้จักประเทศเกาหลีใต้ โดยในรอบแบ่งกลุ่มนัดแรก ทีมโสมขาว ต้องลงฟาดแข้ง กับทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งดูจากรูปเกมก่อนแข่งแล้ว ต้องถือว่า ทีมชาติเกาหลีใต้ เป็นรองอย่างมาก แต่เมื่อการแข่งขันได้เริ่มขึ้น ทุกคนที่ชมเกม ต้องอึ้งกับฟอร์มการเล่นของตี๋ปาร์ค พร้อมด้วยพลพรรคนักเตะโสมขาว

และ เป็นปาร์ค จี ซอง ยิงประตูชัยเก็บ 3 แต้ม ให้ทีมโสมขาวได้สำเร็จ เป็นที่ชื่นชมของกุนซือ และ เพื่อนร่วมทีมเป็นอย่างมาก และ ากฟอร์มในศึกฟุตบอลโลก ที่ร้อนแรง ทำให้ ทีมดังต่างแดนอย่าง พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ดึงเขาเข้าร่วมทีมในปีนั้น

และที่ฮอลแลนด์ เขาต้องปรับตัวค่อนข้างมาก เพราะ ทั้งภาษา วัฒนธรรม นั้นแตกต่างออกไปจากประเทศบ้านเกิด แต่ปาร์ค จี ซอง ใช้เวลาไม่นาน และ เรียนรู้แทคติกการเล่นต่างๆของ พีเอสวี  ได้อย่างรวดเร็ว เขาเล่นในตำแหน่งกองกลาง ซึ่งเป็นหัวใจหลักของทีม เขามีทั้งความมุ่งมั่น และ พละกำลังที่ล้นเหลือ ตี๋ปาร์ค ทำผลงานได้ดี ทั้งในสนามซ้อม และ แมทช์การแข่งขันจริง

BEOGAMING : ปาร์ค จี ซอง เป็นผู้เล่นที่มีความขยันช่วย ทั้งเกมรุกและรับ

ส่งผลให้ทีม พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น มีผลงานที่ยอดเยี่ยม  เขาสามารถพาทีม คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของฮอลแลนด์ได้ ในฤดูกาล 2002 -2003 และ 2004-2005  รวมทั้ง ยังเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่จัดการกระชากตัวดาวเตะพลังโสมคนนี้ ไปร่วมทีมได้ในที่สุด  ด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ในปี 2005

 ณ ถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด เขาก็ได้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง เป็นที่รู้จักทั่วทั้งเกาะอังกฤษ ด้วยสไตล์การเล่น BEO369 ที่วิ่งแบบไม่มีวันหมด ตี๋ปาร์ค มีพลังงานอย่างล้นเหลือ ช่วยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มีผลงานอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยม จนได้รับคำชมจากผู้จัดการทีมและ เพื่อนร่วมทีม  

 พอล สโคลส์ ได้กล่าวกับ เวส บราวน์ อดีตเพื่อนร่วมทีมผ่านทาง MUTV ว่า “ฉันจำได้ว่าตอนซ้อมนาย พยายามจะตามประกบฉัน แต่นาย ไม่ใช่คนเดียวที่ทำแบบนั้น   รู้ไหมใคร คือคนที่เลวร้ายที่สุดในสนามซ้อม ? ปาร์ค จี ซอง ไง เขา คือฝันร้ายชัด ๆ มันน่าเหลือเชื่อมาก นายจำได้ไหม ตอนที่เขาดวลกับ อันเดรีย ปิร์โล่ ? เขาน่ะของจริง เขามีพลังงานทั้งวันทั้งคืน และ เล่นตามแท็กติก มีระเบียบวินัยสุด ๆ”

“และตอนที่เขาตามประกบฉันตอนซ้อม เขามองมาที่ฉันโดยไม่พูดสักคำ เขาเข้ามายืนข้าง ๆ ฉัน  โอ้ พระเจ้า เรามาเริ่มกันเลย  แค่ช่วยพูดกับฉันสักคำ หัวเราะกับฉันก็ได้ แต่เขาก็น่าทึ่งจริง ๆ เขามาถึง และจ้องหน้าฉัน จ้องมองที่ตาของฉัน ประมาณว่า  วันนี้นายยังไม่โดนเตะสินะ” 

โดยภายหลัง ปาร์ค จี ซอง ได้เปิดเผยความลับ กับพลังงานความฟิต ที่อยู่ในตัวเขาว่า

มีเครื่องดื่มสูตรพิเศษ ที่กินเป็นประจำ เมนูนั้นคือ น้ำกบปั่น “พ่อของผมจับกบป่ามาให้ ตอนนั้น ผมทั้งผอม และ อ่อนแอ เพราะ ได้ยินว่าจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง”

“รสชาติมันห่วยมากๆ แต่ผมก็ดื่ม เพราะผม ต้องการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ 

ซึ่งทุกคน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมจำเป็นต้องมีร่างกายที่ใหญ่ และ แข็งแกร่งกว่านี้ ผมยอมกินทุกอย่าง ที่จะช่วยให้ร่างกายผม ดีขึ้นกว่าเดิม” ปาร์ค จี ซอง กล่าว

และ คนที่จะการันตีเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นห้องเครื่องคนสำคัญของทีมเอซีมิลานในขณะนั้น อันเดรีย ปิร์โล่ ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีม เมื่อปี 2010 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีคิวลงฟาดแข้งกับ เอซีมิลาน โดยเซอร์ อเล็กเฟอร์กูสันเล็งเห็นว่าถ้าปล่อยให้ปิร์โล่เป็นคนบัญชาเกมของมิลานจะทำให้แมนยูนั้นตกที่นั่งลำบากเขาจึงสั่งตี๋ปาร์คให้เป็นคนประกบ อันเดรียไม่ให้เล่นบอลได้ง่าย

สำหรับเมนู น้ำกบปั่น หรือเรียกอีกอย่างก็คือ Frog Juice ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนเป็นสูตรไวอาการตามต้นฉบับเป็นของชาวเปรู วิธีทำโดยลอกหนังกบออกและนำลงไปปั่นทั้งตัว วิธีดื่มก็เหมือนน้ำผลไม้ทั่วไป

แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้น เกินคาดไปอย่างมาก ปาร์ค จี ซอง เขาทำตามคำสั่งได้รับมาอย่างเคร่งครัดชนิดตามกัดไม่ปล่อย ทำให้ปิร์โล บัญชาเกมรุกของปีศาจแดงดำได้ไม่ดีเลยและเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะ เข้ารอบไปด้วยสกอร์รวม 2-7 (ชนะ3-2 ที่ ซาน ซิโร , 4-0 ณโอลด์ แทรฟฟอร์ด)

นับเป็นแทคติกที่ยอดเยี่ยม และ หลังเกมการแข่งขัน ปาร์ค ได้รับคำชมว่าคือผู้ปิดทองหลังพระตัวจริง  เขารับใช้ปีศาจแดง จนถึงปี 2012 โดยลงเล่นไปทั้งหมด 134 นัด ยิง 19 ประตู จากนั้นเขาได้ย้ายไป ควีนสปาร์ค เรนเจอร์ ต่อด้วย พีเอสวี ก่อนที่จะแขวนสตั๊ดในที่สุด

อาหาร คือส่วนสำคัญที่ร่างกายต้องนำมาใช้เป็นพลังงาน และ ถ้าบวกด้วยความพยายามมุ่งมั่น,ระเบียบวินัย และ ความทุ่มเท อย่างที่ ปาร์ค จี ซอง ได้แสดงให้เห็นนั้น ความสำเร็จก็คงจะไม่ไกลเกินเอื้อม

สนับสนุนเนื้อหาโดย : ฺBEOGAMING

เรียบเรียงเนื้อหาโดย : telco1